วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน


หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน

           ความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
 ในอดีตมนุษย์ได้พยายามใช้เทคโนโลยีในยุคนั้นนำเสนอข้อมูล สารสนเทศ การเล่าเรื่อง เช่น การเขียนภาพในผนังถ้ำ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ที่ใช้เขียน สลัก ขูดขีดให้เป็นรอย หรือแม้แต่ดินสีที่ใช้เขียน การนำเสนอนั้นยังเป็นหลักฐานคงทนให้มนุษย์ปัจจุบันได้ศึกษา ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนสนเทศสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพทางการศึกษา คุณภาพสังคม และคุณภาพของธุรกิจ ในบริษัทหรือองค์กร
      ความหมายของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน หมายถึง การถ่ายทอดความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์แน่ชัด ในกลุ่มเป้าหมายเข้าใจภายในเวลากำจัด โดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสื่อกลางในการนำเสนองานไปสู่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้นำเสนอ
     วัตถุประสงค์ในการนำเสนองาน
 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบสื่อเพื่อการนำเสนองาน การใช้อุปกรณ์สารสนเทศที่สอดคล้องระหว่างสื่อกับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ โดยสามารถจำแนกวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ ได้ดังนี้
     1.นำเสนอให้ทราบ เป็นการนำเสนอที่ต้องการบอกกล่าว บอกเล่าข้อเท็จจริง เพื่อแก้ข้อขัดแย้งที่มีอยู่เดิมหรือยืนยัน และการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบเพิ่มเติม
    2.นำเสนอเพื่อการศึกษา เป็นการนำเสนอที่ต้องการให้เกิดความรู้กับกลุ่มเป้าหมาย การนำเสนอข้อค้นพบในผลงานใหม่ เช่น ผลการทดลองโครงงาน ผลการทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมที่พัฒนา
   3.การนำเสนอเพื่อความบันเทิง เป็นการนำเสนอที่ให้ความสนุกสนานการผ่อนคลายเป็นหลัก โดยอาจจะเป็นการนำเสนอด้านเดียวจากผู้นำเสนอ เช่น การร้องเพลง การอ่านคำกลอน
   4.การนำเสนอเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการนำเสนนอที่ชักชวน ชวนเชื่อชักจูงให้กลุ่มเป้าหมายคล้อยตาม ยอมรับและปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของผู้นำเสนอ ซึ่งเป็นหัวใจขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องการเพิ่มผลผลิตหรือกำไร
        การนำเสนอนั้นอาจจะมีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอมากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ในการนำเสนอครั้งเดียวกัน เช่น การนำเสนอเพื่อการบันเทิงและเพื่อโน้มน้าวใจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอนั้นอาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของผู้ได้รับการนำเสนอก็ได้

 ขั้นตอนการนำเสนองาน
    การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน มีขั้นตอนดังนี้
 1.ศึกษาวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ เพื่อให้นำเสนอได้ตรงประเด็น กระชับ และรูว่าต้องมีข้อมูลในกานนำเสนอมากน้อยเพียงใด
 2.วิเคราะห์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นการศึกษาเข้าใจธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับการนำเสนอ โดยมีแนวการศึกษากลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการนำเสนอ ดังนี้
 1) กลุ่มเป้าหมายคือใคร เกี่ยวข้องกับเรื่องที่นำเสนออย่างไร
 2) แนวความคิดและประสบการณ์ของกลุ่มผู้ฟัง
3) ความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟัง
4) ระดับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในเนื้อหาที่นำเสนอของกลุ่มผู้ฟัง
5) ภูมิหลังหรือเรื่องราวที่อาจมีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ฟัง
6) ทัศนคติและสิ่งที่ผู้ฟังรับรู้เกี่ยวกับผู้นำเสนอ
7) ข้อมูลอื่นๆ เช่น จำนวนผู้ฟัง ช่วงเวลาในการนำเสนอ ระยะเวลาที่ใช้ในการนำเสนอ ลำดับการนำเสนอ สถานที่ประชุม
3. วางแผนการนำเสนอ เป็นการเตรียมเนื้อหาที่จะสื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และควรกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายควรรู้
4.ผลิตสื่อประกอบการนำเสนอ จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นภาพรวมของข้อมูลและติดตามเนื้อหาได้ทัน
5.เตรียมบุคลิกภาพขณะนำเสนอ บุคลิกภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นใจในขณะพูดทำให้ผู้ฟังประทับใจ และสนใจติดตาม บุคลิกภาพขณะนำเสนอที่ควรทำมี ดังนี้
      1) ภาษา ต้องเหมาะสมกับระดับวัย การศึกษาของกลุ่มเป้าหมาย สื่อความเข้าใจได้ดี
      2) การใช้เสียง ควรใช้เสียงให้เป็นธรรมชาติ ระดับเสียงดังสม่ำเสมอ
      3) การใช้สายตา เป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คน และควรสบตาให้ทั่วถึง
      4) การแต่งกาย เป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพ นิสัย และทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจและน่าเชื่อถือ
   เทคโนโลยีสำหรับนำเสนองาน
 

          ฮาร์ดแวร์ (Hardware)  คือ  เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่สามารถจับ  ต้องได้  ฮาร์แวร์แต่ละประเภทจะมีลักษณะและเหมาะสำหรับงานนำเสนองานต่างกัน  ตัวอย่างฮาร์ดแวร์ที่สนับสนุนการนำเสนองาน  เช่น
               1.  เครื่องฉายภาพข้ามศรีษะหรือเครื่องฉายภาพโปร่งใส (Overhead  Projector)  เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำเสนอได้โดไม่ต้องรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์  มีลักษณะการทำงานแบบอะนาล็อก (Analog)  โดยอาศัยหลักการหักเหของแสง  ช่วยรำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรและภาพนิ่งที่ต้องควบคุมการเปลี่ยนข้อมูลโดยผู้นำเสนอจึเหมาะสำหรับใช้ประกอบคำบรรยาย  โดยผู้นำเสนอจะต้องเขียนหรือพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการนำเสนอแผ่นโปร่งใส  เปิดเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ  แล้วนำแผ่นโปร่งใสวางบนแท่นกระจก  เพื่อให้แสงทะลุผ่านแผ่นโปร่งใสจนเกิดเงาบนฉากหลังแบบ  มิติ  ปัจจุบันเครื่งฉายภาพข้ามศรีษะไม่นิยมใช้ในการนำเสนองานมากนัก  เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากขึ้น
          2.  เครื่องฉายภาพ  มิติ (Digital  Visualizer) 
http://www.wiselifethai.com/visualizer/product/vertex/images/d4780st.jpg
       พัฒนาการมาจากเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะและเครื่องฉายภาพทึบแสง (Opaque  Projector) ทำให้เกิดความสะดวกในการนำเสนองานที่เป็นวัตถุ  มิติ  โดยไม่ต้องถ่ายภาพวัตถุนั้นไปทำเป็นแผ่นโปร่งใสก่อนนำเสนอ  บางรุ่นไม่มีถาดรองวัตถุเพื่อให้ฉายวัตถุขนาดใหญ่มากๆ ได้  การใช้งานเครื่องฉายภาพ  มิติลงบนถาดรองวัตถุหรือเชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์  เพื่อแสดงข้อมูลภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว  ปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานร่วมกัน
                3.  จอภาพ (Monitor) ใช้สำหรับเสนองานที่ได้รับจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์  เวลาใช้งานจะต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เสมอ  เหมาะสำหรับงานนนำเสนอแบบหนึ่งต่อหนึ่ง  คือ  มีผู้รับข้อมูล  คนต่องานนำเสนอ  งาน  มีข้อดีที่สามารถตอยสนองต่อการรับข้อมูลของผู้รับข้อมูลได้ดี  เนื่องจากผู้รับข้อมูลสามารถกำหนดการนำเสนองานได้ด้วยตนเองผ่านทางคอมพิวเตอร์   ปัจจุบันมีการพัฒนาจอภาพอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบและความละเอียดในการนำเสนองาน  จอภาพบางชนิด  สามารถรับข้อมูลจากผู้รับข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์รับข้อมูลอื่นๆ เราเรียกจอภาพลักษณะนี้ว่า  จอภาพแบบสัมผัส    จอภาพวีจีเอ  จอภาพแบบก๊าซพลาสมา

4.   โพรเจกเตอร์ (Projector) 
โปรเจคเตอร์

 เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำเสนองานในรูปแบบของตัวอักษร  ภาพ  และภาพเคลื่อนไหวเหมือนกับการนำเสนอด้วยจอภาพ  ฉตโพนเจกเตอร์จะขยายสัญญาณที่ได้รับจากคอมพิวเตอร์ไปฉายบนฉากหลังที่มีลักษณะเป็ยจอภาพนาดใหญ่  โพรเจกเตอร์แบ่งเป็น  2 ประเภท  ได้แก่ แอลซีดีโพรเจกเตอร์และดีแอลพีโพรเจกเตอร์
                                4.1   แอลซีดีโพรเจกเตอร์ (LCD : Liquid  Crystal  Display  Projector) เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบอาล็อก  โดบมีหลักการทำงานเมื่อรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์แล้วจะส่องแสงผ่านของเหลวเพื่อตกกระทบกับแผ่นกระจกสีแดง  สีเขียว  และสีน้ำเงินทำให้เกิดข้อมูลส่งไปฉายบนฉากหลัง  แอลซีดีโพรเจกเตอร์มีขนาดใหญ่  เนื่อจากขณะใช้งานจะมีความร้อนสะสม  จึงต้องติดตั้งพัดลมเพื่อระบายความร้อน  ทำให้มีอายุการใช้งานสั้นและดูแลรักษาได้ยากกว่าดีแอลพีโพรเจกเตอร์
                                4.2  ดีแอลพีโพรเจกเตอร์ (DLP : Digital  Light  Processing  Projector)  เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิทัล (Digital) พัฒนามาจากแอลซีดีโพรเจกเตอร์  โดยใช้ชิปที่ประกอยด้วยกระจกขนาดเล็กหลายๆ ชิ้น  แต่ละชิ้นแทนพิกเซลที่เป็นส่วนประกอบของภาพ  เมื่อได้รับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์  กระจกขนาดเล็กแต่ละชิ้นจะเอียงเป็นมุมตกกระทบต่อแสงอย่างอิสระ  ผ่านแผ่นกระจกสีเขียว  สีแดง  และสีน้ำเงินที่หมุนด้วยความเร็วสูง  แล้วประมวลผลจนทำให้เกิดข้อมูลฉายไปยังฉากหลัง  ข้อมูลที่ได้จึงมีความละเอียด  สมจริง  นอกจากนี้ดีแอลพีโพรเจกเตอร์จะมีขนาดเล็ก  น้ำหนักเบา  แต่ราคาแพงกว่าแอลซีดีโพรเจกเตอร์
                โพรเจกเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบนสามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ  มิติหรือฮอโลแกรม (Hologram) ที่มีลักษณะเป็นข้อมูลเสมือนจริง แต่ยังไม่นิยมใช้มากนัก  เนื่องจากมีราคาสูงและมีข้อจำกัดในการนำเสนอข้อมูล

                5.  ลำโพง (Speaker) จอภาพและโพรเจกเตอร์ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเสียได้ ดังนั้นหากผู้นำเสนองานที่มีเสียงประกอบหรือมัลติมีเดีย ผู้นำเสนอจะต้องเชื่อมต่ลำโพงกับคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ลำโพงเหมาะสำหรับการนำเสนองานกับผั้บข้อมูลจำนวนมาก แต่หากเป็นงานนำเสนอที่มีผู้รับข้อมูลเพียงคนเดียวจะนิยมใช้หูฟัง (Earphone)  แทนลำโพง
           

 6.  จอรับภาพ( Screen )
http://projectorcool.tarad.com/img-lib/spd_20110118204256_b.jpg
       เป็นอุปกรณ์ สำหรับฉายภาพที่มาจากโปรเจกเตอร์ มีคุณสมบัติในการสะท้อนและเกลี่ยแสงไม่ทำให้เกิดแสงจ้า หรือสะท้อนกลับจนรบกวนสายตาผู้ชม
7. กระดานจออัจฉริยะ (Interactive White Board)
http://www.alleducare.com/resources/uploader/product/149.jpg        
 เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศหนึ่งที่ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อในการจัดการนำเสนอ ลดบทบาทของชอล์ก กระดานดำ
8.เมาส์ (Mouse)
 เป็นอุปกรณ์สำหรับการชี้ตำแหน่งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้สายตา หรือความสนใจของผู้นำเสนอนั้นเคลื่อนไหวตามตัวชี้เมาส์

9.ไมโครโฟน(Microphone)
     เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ต้องมีเคริองขยายเสียงและสำโพงร่วมด้วย
1)            ไมโครโฟนแบบมีสาย
2)            ไมโครโฟนแบบไร้สาย

          2.ซอฟต์แวร์ (Software) ในการนำเสนองานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มีซอฟต์แวร์ที่ใช้สนับสนุนการนำเสนอในรูปแบบต่างๆมากมาย ซอฟต์แวร์การนำเสนอที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการนำเสนอแบบสื่อประสม เป็นสำคัญดังตัวอย่าง
1. ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์
2.   ซอฟต์แวร์อิมเพรส
3. ซอฟต์แวร์มูฟวีเมกเกอร์
http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQvUOJx-D5ww2pu12KeJAGhGar0tseylGqF4tBCx9hObjdR3g-Y5u-TQc2kig



4. ซอฟต์แวร์แมกซ์
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd-fiVBFRHqqM1Zp-HEqy0_ftR-cXF919JpaSbKOjvXV9M4r7jhJkoc99LugwJrq-hSqdG4HRcPdhK6HswitmqEAuFdpXhbkYirLSA-st2PLaiBfpXs9XlsVylDSbbIaX_Jzm-ZfXP0XE/s1600/waxscrn.png
5. ซอฟต์แวร์กอมเพลเยอร์
http://www.downloadhunt.com/images/stories/topic-img-15/30c0a496a57bcc2c7c6c481342526729.jpg

6. ซอฟแวร์แฟลชเพลเยอร์
7. ซอฟต์แวร์อะโครแบต
8.ซอฟต์แวร์บีบอัดข้อมูล

 รูปแบบการนำเสนอ
             ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงรูปแบบการนำเสนอผลงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ รูปแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ
           3.1 การนำเสนอแบบ Slide Presentation
                           3.1.1 โดยใช้โปรแกรม Power Point
เป็นโปรแกรมนำเสนอผลผลงานในชุด Microsoft Office เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากมีแม่แบบ (Template) ให้เลือกใช้หลายแบบ องค์ประกอบหลักของแต่ละหน้าของการนำเสนอคือ หัวข้อ (Little) กับส่วนเนื้อหาหลัก (Body text) เนื้อหาหลักมักจะถูกนำเสนอในแบบของ Bull Point คือการใช้เครื่องหมายพิเศษนำหน้าข้อความที่สั้นกระทัดรัด แต่ได้ใจความมีการจัดลำดับความสำคัญของข้อความโดยการย่อหน้า
3.1.2 โดยใช้โปรแกรม ProShow Gold
           โปรแกรม Proshow Gold คือ โปรแกรมสำหรับเรียงลำดับภาพเพื่อนำเสนอแบบมัลติมีเดีย ที่มีความสามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษมากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนำเสนอสื่อ การเรียนการสอน การแนะนำอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีได้อย่างรวดเร็ว เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างแผ่นวีซีดีจากรูปภาพต่าง ๆ ที่ทำงานได้รวดเร็ว โดยสามารถทำการใส่เสียงเพลงประกอบได้ด้วย และสามารถแปลงไฟล์เป็นไฟล์ต่าง ๆ ได้ เช่น VCD ,DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ได้จัดอยู่ในคุณภาพดี ซึ่งโปรแกรมอื่นจะใช้เวลาในการทำงานนานพอสมควร
การสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
                           แฮนนิฟิลและเพค  (Hannafin  and   Peck)  อ้างถึงใน  บุญเกื้อ  ควรหาเวช  (2543  :  71  -  74)  ได้ให้ข้อคำนึงในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดีไว้  12  ประการ  ดังนี้
1.      สร้างขึ้นตามจุดประสงของการสอนเพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนได้จากบทเรียนนั้น   ได้มีความรู้และทักษะตลอดจนทัศนคติของผู้สอนได้ตั้งไว้ให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลด้วยตนเองว่าบรรลุจุดประสงค์ในแต่ละข้อหรือไม
2.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน  การสร้างบทเรียนจะต้องคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐานอยู่ในระดับใด  ไม่ควรที่จะยากหรือง่ายจนเกินไป
3.      บทเรียนที่ดีควรปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุดการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรมีประสิทธิภาพมากกว่าเรียนจากหนังสือเพราะสามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้ 2 ทาง
4.      บทเรียนที่ดีควรจะมีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล   ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนหัวข้อที่ตนเองมีความสนใจและต้องการที่จะเรียนและสามารถที่จะข้ามบทเรียนที่ตนเองเข้าใจแล้วได้  แต่ถ้าบทเรียนที่ตนเองยังไม่เข้าใจก็สามารถเรียนซ้อมเสริมจากข้อแนะนำของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้
5.      บทเรียนที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน  ควรมีลักษณะเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา   เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนอยู่เสมอ
6.      บทเรียนที่ดีควรสร้างความรู้สึกในทางบวกของผู้เรียนควรทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน   เกิดกำลังใจและควรที่จะหลีกเลี่ยงการลงโทษ
7.      ควรจัดทำบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงย้อนกลับในทางบวก  ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้เรียนชอบและไม่เบื่อหน่าย
8.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนบทเรียนควรปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อกลุ่มผู้เรียน   เหมาะกับการจัดตารางเวลาเรียน   สถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์มีความเหมาะสมควรคำนึงถึงการใส่เสียง   ระดับเสียงหรือดนตรีประกอบควรให้เป็นที่ดึงดูดใจผู้เรียนด้วย
9.      บทเรียนที่ดีควรมีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่างเหมาะสม  ควรหลีกเลี่ยงคำถามที่ง่ายตรงเกินไป   หรือไร้ความหมาย   การเฉลยคำตอบควรให้แจ่มแจ้งไม่คลุมเครือและไม่ควรเกิดความสับสน
10.          บทเรียนควรใช้กับคอมพิวเตอร์ที่จะเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเรียนอย่างชาญฉลาดไม่ควรเสนอบทเรียนในรูปอักษรอย่างเดียวหรือเรื่องราวที่พิมพ์เป็นอักษรโดยตลอดควรใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่   เช่น   การเสนอด้วยภาพ   ภาพเคลื่อนไหว  ผสมตัวอักษรหรือให้มีเสียงหรือแสงเน้นที่สำคัญ   หรือวลีต่างๆ  เพื่อขยายความคิดของผู้เรียนให้กว้างไกลมากขึ้น   ผู้ที่สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรตระหนักในสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ตลอด   ข้อจำกัดต่างๆ  ของคอมพิวเตอร์ด้วย   เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างของสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ไป  เช่น   ภาพเคลื่อนไหวปรากฏช้าเกินไป   การแบ่งส่วนย่อยๆ  ของโปรแกรมมีขนาดใหญ่เกินไปทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
11.          บทเรียนที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของการออกแบบการสอนคล้ายๆกับการผลิตสื่อชนิดอื่นๆ การออกแบบทเรียนที่ดีย่อยจะสามารถเร้าความสนใจของผู้เรียนได้มาก  การออกแบบบทเรียนย่อมประกอบด้วยการตั้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน  การจัดลำดับขั้นต้อนของการสอนการสำรวจทักษะที่จำเป็นต่อผู้เรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้    จึงควรจัดลำดับขั้นตอนการสอนให้ดี   มีการวัดผลและการประเมินผลย้อนกลับให้ผู้เรียนได้ทราบ   มีแบบฝึกหัดพอเพียงและให้มีการประเมินผลของขั้นสุดท้าย  เป็นต้น
12.          บทเรียนที่ดีควรมีการประเมินผลทุกแง่ทุกมุม  เช่น  การประเมินคุณภาพของผู้เรียนประสิทธิภาพของผู้เรียน   ความสวยงาม   ความตรงประเด็นและความตรงทัศนคติของผู้เรียน  เป็นต้น


บทที่ 2 การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานอย่างมีจิตสำนึก


หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานอย่างมีจิตสำนึก
 
หลักการเริ่มต้นในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงาน

        ท่านคงจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า ในปัจจุบันนี้การแข่งขันทางการค้านั้นสูงมาก เวลาทุกเสี้ยววินาทีหมายถึง ผลประโยชน์อันมีค่าของบริษัท ถ้าหากช้าเพียงนิดเดียว ก็อาจจะเสียโอกาสทางการค้าได้ ในงานทางวิศวกรรมก็เช่นกัน เวลาที่ใช้ในการออกแบบ และสร้างผลิตภัณฑ์ หมายถึงโอกาสทางการค้า และผลประโยชน์ของบริษัท อย่างไรก็ดี เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ งานออกแบบ และสร้างผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ และฟังก์ชั่นการทำงาน ที่มีลูกเล่นหลากหลาย รวมไปถึงความปลอดภัย ในการใช้งาน ที่ได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ก็อาจจะก่อให้เกิดความล่าช้า ในการออกแบบ และทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแ บบขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าหากว่า ผลิตภัณฑ์ต้นแบบนั้น ไม่ผ่านมาตรฐานการทดสอบ ก็อาจจำเป็นจะต้องย้อนกลับมาแก้ไข ออกแบบ และทำการสร้าง ผลิตภัณฑ์ต้นแบบกันใหม่อีก




ดังนั้นขั้นตอนในการออกแบบจึงเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะ สามารถผ่านมาตรฐานการทดสอบต่างๆได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การออกแบบรถยนต์ ที่นอกจากจะต้องมีรูปทรงสะดุดตา และดึงดูดใจผู้ซื้อแล้ว ในขณะเดียวกันนั้นรถยนต์ ก็ยังจำเป็นต้อง มีความปลอดภัยในการใช้งานที่สูง และเ ชื่อถือได้ การประยุกต์เอาคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการออกแบบ และจำลองการทดสอบ (simulation) ได้ถูกนำเอามาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อลดเวลา และค่าใช้จ่ายในการออกแบบและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และก็เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมานั้น สามารถผ่านการทดสอบได้ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม การจำลองปัญหาบนคอมพิวเตอร์ เป็นการประหยัดเงิน ทุนในการวิจัย และพัฒนาได้เป็นอย่างมาก






อีกทั้งผลคำตอบที่ได้ก็เป็นที่ยอมรับและสอดคล้องเป็นอย่างดีกับการทดลองจริง เมื่อต้นทุน การวิจัย และระยะเวลาในการออกแบบลดลง ต้นทุนของสินค้าก็ลดตามลง ราคาสินค้าก็จะถูกลง ทีนี้ผู้บริโภคก็มีกำลังซื้อผลิตภัณฑ์นั้นได้

คราวนี้ทุกท่านคงจะเห็นประโยชน์ของการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ ในการออกแบบ สร้างผลิตภัณฑ์ กันบ้างแล้วนะครับ คราวนี้ผมก็จะขอกล่าวถึง รายละเอียดการใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร ์มาจำลองการทดสอบกันต่อไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้ก็คือ โปรแกรมไฟไนท์เอลิเมนต์ ไฟไนท์เอลิเมนต์ คืออะไร? ไฟไนต์เอลิเมนต์ คือวิธีการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ เขียนเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อใช้คำนวณ แก้ปัญหาทางวิศวกรรม เช่น คำนวณหาความแข็งแรง ของวัสดุหรือชิ้นส่วนเครื่องกล ศึกษาพฤติกรรมการไหลของของไหล การถ่ายเทความร้อน ในชิ้นส่วนเครื่องกล รูปแบบการกระจายของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า, คลื่นเสียง ฯลฯ ทำไมจึงจำเป็นต้องใช้วิธีไฟไนท์เอลิเมนต์ ? คำตอบ มีมากมาย ประการแรกก็คือ ในการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องกล เราจำเป็นต้องรู้ขีดความสามารถในการรับภาระ ของชิ้นส่วนนั้น ถ้าหากรูปทรงของชิ้นส่วนไม่ซับซ้อน เราก็สามารถคำนวณหา คำตอบที่แน่แท้ได้ (analytical solution) แต่ถ้ารูปทรงของชิ้นส่วนซับซ้อน เราจำเป็นต้องใช้ วิธีไฟไนท์เอลิเมนต์ เพื่อช่วยในการคำนวณหาค่าความเค้น (stress)ความเครียด (strain) หรือการเสียรูปทรง (deformation) ของชิ้นส่วนนั้นได้ หลักการของวิธีไฟไนท์เอลิเมนต์ กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เราทำการเติมรูปทรงของผลิตภัณฑ์ ด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีรูปทรงเรขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ลูกบาศก์ เป็นต้น เนื่องจากเราสามารถคำนวณหาคำตอบที่แน่แท้ ของชิ้นส่วนที่มีรูปทรงเรขาคณิตได้ ดังนั้นเมื่อ เราเติมชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านี้ลงไปในชิ้นส่วนใหญ่ เราก็สามารถศึกษาพฤติกรรมโดยรวมของระบบได้ ประวัติของวิธีไฟไนท์เอลิเมนต์? แนวคิดเบื้องต้นของวิธีไฟไนท์เอลิเมนต์ เริ่มมาจาก การหาวิธีการ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้าง ของเครื่องบิน Hrenikoffได้เสนอการใช้ วิธี frame work เพื่อแก้ปัญหาทาง elasticity เป็นรายแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1943 Courant ก็ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการ เกี่ยวกับการนำวิธีการ polynomial interpolation บนขอบเขตสามเหลี่ยม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประมาณผลคำตอบ และนอกจากนี้ Courant ก็ยังแนะ นำการใช้วิธีการของ Rayleigh-Ritz มาใช้ในการหาผลคำตอบ ของปัญหาทางวิศวกรรมอีกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของวิธีไฟไนท์เอลิเมนต์นั่นเองจนกระทั่งในปี ค.ศ.1953 วิศวกรจึงได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ มาแก้สมการของstiffness matrix เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นอีกเจ็ดปี Clough จึงได้ตั้งชื่อวิธีการนี้ว่า วิธีการไฟไนท์เอลิเมนต์ ในปี ค.ศ. 1960 ไฟไนท์เอลิเมนต์ในปัจจุบัน


ในปัจจุบันแทบจะพูดได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้ผ่านการออกแบบด้วย วิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์แทบทั้งนั้น ดังเช่นที่ผมได้ยกตัวอย่างเอาไว้ตอนต้นเกี่ยวกับ การออกแบบรถยนต์ ที่เรียกได้ว่าไฟไนท์เอลิเมนต์ ได้มีส่วนร่วมแทบทุกชิ้นส่วนเลยทีเดียว ผลิตภัณฑ์พลาสติกก็เช่นกัน ได้มีการนำเอาไฟไนท์เอลิเมนต์ มาศึกษาการไหลของน้ำพลาสติก เพื่อใช้ออกแบบ แม่พิมพ์ฉีดพลาสติกที่สามารถผลิตชิ้นงานที่มีขนาด, รูปทรงที่มีความเที่ยงตรงสูง และมีผิวเรียบสวยงา


ผลกระทบของคอมพิวเตอร์กับมนุษย์
      ผลกระทบของการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ ยุคที่เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้น และการพัฒนาของคอมพิวเตอร์นั้น มีความรวดเร็วมาก และมีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าการทำงานของมนุษย์ ซึ่งเห็นได้ว่าในต่างประเทศใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ ในอนาคตคาดว่ามนุษย์อาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้ดีกว่า ไม่มีเหนื่อย และไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนกับการใช้มนุษย์ ถ้าแบ่งผลกระทบการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ จะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ ผลกระทบทางตรง ผลกระทบทางอ้อม
ผลกระทบทางตรง เริ่มในเรื่องอวัยวะของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ คือ ตา เมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ หรือเพ่งจอมากๆจะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตามีปัญหา เช่น สายตาสั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นประจำ หรือคนที่เล่นเกม ซึ่งเด็กนักเรียนนักศึกษาเล่นกันมาก บางครั้งการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี อาจเป็นอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษาเล่นเกมจนช็อตตายคาร้าน อินเตอร์เน็ต
การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ เมื่อไหร่จะพักสายตา ตรงนี้อาจจะสังเกตจากตาของเราว่าเมื่อใช้ไปนานๆ จะเริ่มปวดตาควรจะหยุด โดยละสายตามองทางอื่น หรือลุกขึ้นไปเพื่อผ่อนคลายก่อน แล้วจึงลงมานั่งทำงานต่อ อย่าฝืนมากเกินไปอาจจะเป็นผลเสียกับตัวเอง อาจจะมองเห็นเป็นภาพเบลอๆ แต่เป็นอาการชั้วคราว สาเหตุก็เกิดจากรังสีออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการที่เกิดขึ้นจากการมองจอภาพเป็นเวลานานๆ นี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS)


ผลกระทบทางด้านธุรกิจการค้า
ทางด้านธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์ก่อนด้านอื่น เพราะว่าทางธุรกิจต้องมีการแข่งขันกันมาก ความคล่องตัวในการตัดสินใจ ความคล่องตัวในการลงทุน ความพยายามลดค่าใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้ามามีอิทธิพลในวงการธุรกิจเร็วกว่าด้านอื่น แต่ในระยะแรกประสบปัญหาหลายประการ เช่น การต่อต้าน การไม่สามารถปรับระบบงานเดิมเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสมกับงาน ปัญหาเหล่านี้จะสร้างผลกระทบที่สำคัญต่องานต่างๆ ในวงธุรกิจโดยย่อ ดังนี้ 
งานด้านธุรการและสารบรรณ 
งานด้านธุรการและสารบรรณ ประกอบด้วยงานเขียนข้อความประมาณร้อยละ ๑๕-๒๐ งานจัดแฟ้มเอกสารร้อยละ ๑๕-๒๐ งานค้นหาเอกสารร้อยละ ๑๕-๒๐ งานพิมพ์ดีดประมาณร้อยละ ๑๕-๒๐ สิ่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะสามารถเข้ามาช่วยงานได้มาก บุคคลซึ่งเคยทำงานนี้อยู่แต่เดิม จะรู้สึกไม่ยอม จะต่อต้านเครื่องมือใหม่ วิธีการใหม่ และไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ กลัวที่จะทำงานดังกล่าวไม่ได้ ยิ่งมีเครื่องมือทันสมัยเพียงไร ก็จะมีการต่อต้านมากขึ้นเพียงนั้น แม้ว่าเครื่องมือจะอำนวยความสะดวกให้มากมายเพียงใดก็ตาม 
งานด้านการตรวจสอบภายใน 
จะมีผลกระทบค่อนข้างมากในด้านการตรวจสอบบัญชี การตรวจสอบด้วยเครื่องมือคอมพิวเตอร์ จะประหยัดแรงงาน เวลา และกระดาษพิมพ์ เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการอ่านสมุดบัญชี มาเป็นการรู้จักใช้เครื่อง และชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบ 
งานด้านการทำบัญชี 
งานทางด้านบัญชี ซึ่งเคยต้องลอกตัวเลขจากบัญชีประเภทหนึ่งมากรอกลงบัญชีอีกประการหนึ่ง รวมทั้งงานที่จะต้องแยกประเภทบัญชี การคิดบัญชีต้นทุน การทำสรุปรายงาน งานเหล่านี้แทบว่าจะหมดไป ถ้าหน่วยงานนั้นได้มีการวางระบบการดำเนินการใช้คอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสม นักบัญชีแบบเดิมจะต้องเปลี่ยนเป็นนักบัญชีที่มีหน้าที่ควบคุมตัวเลขควบคุมระเบียบการเบิกจ่ายเงินเป็นขั้นเป็นตอน ควบคุมการกระทบยอดบัญชี และควบคุมนโยบายด้านการเงิน เป็นต้น 
งานด้านการย้ายเงินเข้าบัญชี 
การย้ายเงินเข้าบัญชีจากบริษัทหนึ่งไปเข้าบัญชีของอีกบริษัทหนึ่ง จากบัญชีธนาคารหนึ่งไปเข้าบัญชีอีกธนาคารหนึ่ง หรือบัญชีของธนาคารไปเข้าบัญชีของบริษัท หรือบัญชีของบริษัทไปเข้าบัญชีของธนาคาร เหล่านี้คอมพิวเตอร์จะเข้ามามีส่วนช่วยในการดำเนินการ โดยที่มนุษย์ไม่ได้เห็นตัวเงินเลย เห็นแต่ตัวเลข ผู้ที่ทำหน้าที่เหล่านี้ ซึ่งเคยจะต้องตรวจสอบลายมือ ลายเซ็น ตรวจสอบบัญชี ก็ไม่ต้องทำเอง ให้คอมพิวเตอร์ทำแทน วิธีนี้จะลดเวลาในการดำเนินงาน ลดปริมาณกระดาษที่ใช้ แต่ผู้ที่ปฏิบัติงานเดิมจะลดความสำคัญของตนเองลง 
งานด้านการคำนวณภาษี 
ในการคำนวณภาษี เพื่อการหักภาษีในการจ่ายเงินเดือน การหักภาษีในการซื้อหรือขายสินค้า คอมพิวเตอร์จะสามารถช่วยงานได้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงทำงานในลักษณะควบคุมระบบ ติดตามการเสียภาษี ทำรายงาน และรายการการเสียภาษีเท่านั้น 
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgrdfBV_dKZImjBPKjPGwAlC31qW-w3OvQjUltBV2S-USmJu2zMKW3SjrxkmPf7BA4hV7iXjdk3k0Wur_i1phHn29WnsCXNEFAIXdFc7D2uwQ__2JNjYBFahUv1-XQBndG9bXSyQgFqknM/s1600/6.gif

งานด้านการผลิตสินค้า 
ในการผลิตสินค้า และอุปกรณ์ของวงการธุรกิจ มีการนำผลการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ในรูปต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไมโครโปรเซสเซอร์ เข้ามาช่วยควบคุมอุปกรณ์ที่ทำงานในโรงงานมากขึ้นทุกที นอกจากนี้ ยังใช้ควบคุมการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างประหยัดที่สุดเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ช่วยงานมากขึ้น แรงงานใช้น้อยลง อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับแรงงานมากขึ้น ในขณะเดียวกันผลกำไรขาดทุน คุณภาพในการผลิต ความสะดวกในการควบคุม และการบริหารของวงการธุรกิจนั้นๆ ยังทำให้จำเป็นต้องใช้เครื่องทำงานอัตโนมัติอยู่ 
งานด้านการขาย 
ด้านการขาย จะมีการวิเคราะห์การขาย ในรูปแบบต่างๆ กัน ทำให้รู้สภาพและสถานะของการขาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายจะต้องติดตามงาน และรายงานผลมากขึ้น และในเวลาเดียวกันผู้จัดการฝ่ายขายสามารถใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายทุกคนได้ด้วย ดังนี้ จะมีผลดีต่อทางบริษัท แต่เวลาเดียวกัน ผู้ทำหน้าที่เป็นคนขายจะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะถูกหัวหน้าคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนขายต้องหาทางปรับปรุงตัวเอง หาทางศึกษา และเปลี่ยนวิธีการของตนเองอยู่เสมอ จะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าผู้ที่ทำหน้าที่ด้านขายจะเข้าใจในปัญหาเหล่านี้ 
งานด้านผู้บริหาร  
 ผู้บริหารระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไป จำเป็นต้องใช้วิธีการตัดสินใจ โดยพึ่งข้อมูลมากขึ้น ในระบบเดิมอาจจะพิจารณาเพียงรายงานคร่าวๆ แต่เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาใช้รายงานจะต้องมีตัวเลขประกอบการพิจารณาในรูปแบบต่างๆ กันมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อใช้ตอบคำถามแก่ผู้บริหารระดับสูงขึ้นไป หรือตอบคำถามแก่กรรมการบริหาร ในการทำงานตามระบบเดิมอาจจะอ้างได้ว่า ยังหาตัวเลขไม่ได้ หรือหาตัวเลขไม่ทัน แต่เมื่อนำคอมพิวเตอร์มาใช้ ข้ออ้างเหล่านั้นจะใช้ไม่ได้ การนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ ทำให้การบริหารงานเปลี่ยนไปในลักษณะที่จะต้องเน้นที่ประสิทธิภาพการหารายได้ และค่าใช้จ่ายที่เสียไปมากขึ้น 
ผลกระทบทางด้านธุรกิจนี้ จะทำให้เกิดความจำเป็น ธุรกิจต่างๆ ต้องวางเป้าหมาย และทุกฝ่ายจะต้องหาทางทำงานให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมีข้อมูลเป็นตัวประกอบการพิจารณาตลอดเวลา ทุกฝ่ายต้องวางแผนมากขึ้น แท้ที่จริงแล้วในระบบเดิมที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการดำเนินการแบบนี้ แต่ว่าการประเมินผลทำได้ช้า หรือทำไม่ค่อยได้ด้วยวิธีการธรรมดาคนส่วนใหญ่จึงเห็นว่า ไม่จำเป็น หรือหากทำ ก็ได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง จึงละเลยการกระทำเหล่านี้ไป แต่เมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน 
ส่วนที่มีผลกระทบที่สำคัญ คือ คนทำงาน หรือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิมจะรู้สึกว่า ตนเองมีความสำคัญน้อยลง เพราะมีงานน้อยลง หรือไม่มีงานทำเลย ทำให้เกิดความกลัวที่จะถูกไล่ออกตามมา สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริงนัก ถ้าผู้บริหารเข้าใจวิธีการแล้ว จะเห็นว่า คนที่มีความเข้าใจงานเดิมเหล่านี้ จะมีประโยชน์ต่องานทางคอมพิวเตอร์อย่างยิ่ง เพราะแท้ที่จริงแล้ว ในระบบคอมพิวเตอร์ยังต้องการผู้รู้งานเดิมช่วยงานอยู่เป็นอันมาก เช่น พนักงานพิมพ์ดีดจะสามารถช่วยในการตัดสินใจที่จะออกจดหมาย หรือตอบจดหมาย โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ไม่ต้องมีคนมาบอกให้ทำ และยังสามารถทำได้ด้วยความถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด หรือมีข้อบกพร่องเลย กลับทำให้ดูคล้ายๆ กับว่า เป็นพนักงานพิมพ์ดีดที่มีความสามารถสูง คนที่เคยทำหน้าที่ลงบัญชี โดยการเขียน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์และเวลาเดียวกันจะสามารถให้คอมพิวเตอร์ช่วยตรวจสอบว่า ควรจะมีข้อผิดพลาดประการใดได้บ้าง ซึ่งจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที สิ่งเหล่านี้ ทำให้ทำงานได้ โดยไม่มีข้อผิดพลาด ใช้แรงงานน้อยลง จึงมองดูคล้ายกับว่า ตนเองเป็นนักลงบัญชีที่มีความสามารถ ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า การดำเนินการของงานด้านธุรกิจ จะได้รับผลกระทบ ให้คนต้องทำงานในลักษณะที่คอยควบคุมการดำเนิน การควบคุมการเคลื่อนที่ของข้อมูล ควบคุมการนำตัวเลขเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ควบคุมการประเมินผล ควบคุมความปลอดภัยของข้อมูล และสถานที่ จะต้องใช้สมองในการคิดและตัดสินใจมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ กันสามารถตัดสินใจในเรื่องที่แต่ละคนรับผิดชอบได้ดีขึ้น ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องกระจายอำนาจและไม่สามารถกระทำงานได้ด้วยคนเดียวอีกต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันคือ จะมีอาชญากรแบบใหม่ที่จะใช้ช่องโหว่ของการเปลี่ยนแปลงระบบเหล่านี้ ก่ออาชญากรรมที่ลึกซึ้ง ตรวจสอบจับตัวคนผิดได้ยาก จึงต้องสร้างระบบการรักษาความปลอดภัย ที่เข้มแข็งขึ้นตามขั้นตอนของการดำเนินการต่างๆ เป็นสาเหตุให้ต้องเพิ่มแรงงานด้านการบริการ ในลักษณะการรักษาความปลอดภัยประเภทต่างๆ ขึ้นตามมาอีกด้วย
ผลกระทบทางด้านความบันเทิง

การ สร้างภาพยนต์ประเภทนิยายวทยาศาสตร์ ฉากบู๊ ต่อสู้มีการใช้เทคนิคการนำเสนอ (Effect) ช่วยทำให้เกิดภาพสมจริง ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันจะพบว่ามีการนำคอมพิวเตอร์กราฟิกมาใช้ในอุตสาหกรรม ภาพยนต์ในอัตราส่วนที่มากกว่าการแสดงจริง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกสร้างยานอวกาศ สัตว์ประหลาดจากต่างดาว มนุษย์ต่างดาว และการใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ในภาพยนต์ทำให้ดูสมจริง น่าตื่นตาตื่นให้กับผู้ชม นอกจากนี้ยังพบว่าภาพยนต์บางเรื่องใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในการสร้างผล งานภาพยนต์ขึ้นมาโดยไม่มีตัวละครที่แสดงจริงเลยแม้แต่คนเดียวอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีภาพยนต์เรื่องใดในปัจจุบันที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกเข้าช่วย
ไม่ใช่เพียงภาพยนต์เท่านั้นที่ใช้เทคนิคแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟิกเข้าช่วย แม้แต่เกมต่างๆ ในท้องตลาดก็ใช้คอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นมาทั้งสิ้นโดย ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างฉากภาพเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเกมนี้ถือเป็นธุรกิจบันเทิงที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งจากเดิมเป็นเกมประเภทสองมิติ ปัจจุบันเป็นเกมสามมิติ ทำให้ดูสมจริงจนผู้เล่นเกมแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นตัวละครจริงหรือเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjrZ3wMfJ8MVumfnBzhSl4iM_MNBAtDx_YOuUYUyHLxMPMfDJtWs7lGgsPRL7zsm-BKk3LsniXvLv59yJszFwhiBDd1e5yxxi7cLgksbTXEVFgpk8APAzqS08MUg7j1olrc4GQa7UDh5Hg/s1600/0e815bc8f6f966c946ede14e5114a739.jpg

 ภาพยนต์แอนิเมชันที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกผลิตทุกขั้นตอน

ผลกระทบทางด้านการศึกษา
          ระบบการศึกษาเป็นระบบแรกที่สร้างเทคโนโลยีในด้านคอมพิวเตอร์ขึ้น และเป็นสิ่งชักนำให้ส่งผลกระทบไปในงานด้านอื่นๆ อีกจำนวนมาก ในปัจจุบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้ใช้คอมพิวเตอร์ประกอบการเรียนการส อนเนื่องจากการศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ในระยะยาว การใช้คอมพิวเตอร์ประกอบการเรียนการสอนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปถึงระดับ มัธยมและประถมด้วย   การใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษานี้จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างกว้าง ขวางรวดเร็ว  ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจในเรื่องราวที่ศึกษาได้ดีขึ้น   และยังช่วยให้ผู้สอนสามารถใช้เวลาในการวางแผนและพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าใน การศึกษาได้มากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ ผู้สอนยังอาจใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการสอนที่จะเป็น ประโยชน์ในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ เรียนได้อีกด้วย
          นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะมีบทบาทมากขึ้น  เนื่องจากราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกลง  และมีผู้สร้างบทเรียนสำหรับใช้สอนโดยคอมพิวเตอร์มากขึ้น  ในระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ผู้เรียนจะเรียนโดยใช้แป้นตัวอักษรและจอโทรทัศน์ที่เชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีผู้เตรียมบทเรียนต่างๆ ไว้พร้อมแล้ว คอมพิวเตอร์จะแสดงภาพและข้อความบนจอโทรทัศน์ ข้อความนั้นอาจจะเป็นคำแนะนำเพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติ คำอธิบายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจหรือเป็นคำถามเพื่อให้ผู้เรียนตอบ  เครื่องคอมพิวเตอร์จะบันทึกผลการเรียนของผู้เรียนว่าได้เข้าใจในเรื่องต่างๆ ดีขึ้นประการใดบ้าง ผู้สอนสามารถจะติดตามผลการเรียนได้สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้การเรียนการสอนดี ขึ้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องหาทางปรับปรุงบทเรียนที่ใช้สอนของตนอยู่เสมอผู้เรียนจะ ต้องอ่านบทเรียนจากจอภาพแทนการอ่านจากหน้ากระดาษ นอกจากนี้ ตำราหรือบทเรียนจะเก็บในรูปของจานแม่เหล็กหรือแถบวีดิทัศน์แทนหนังสือ ผู้เรียนสามารถหาอ่านได้ง่าย สมมุติว่าเราต้องการรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องต้นไม้ ถ้าเรื่องนี้มีเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว คอมพิวเตอร์จะตรวจดูว่ามีเรื่องนี้  ณ ที่ใด และจะแสดงบนจอภาพให้เห็นได้ทันที ผู้เรียนทุ่นเวลาในการไปค้นหาได้มาก ผลกระทบเหล่านี้จะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
          ผลกระทบที่สำคัญทางด้านการศึกษาคือ การกลับมาอบรมและศึกษาใหม่ เนื่องจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วและกำลังทำงานอยู่ ต้องปรับปรุงตนให้เข้ากับระบบงานที่กำลังจะเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ บุคลากรที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องกลับเข้าอบรมและ ศึกษาใหม่ ถ้าการสอนเทคโนโลยีลึกซึ้งเกินไป ผู้เข้ารับการอบรมจะท้อแท้และเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ไม่สามารถรับวิทยาการใหม่ได้ ผลก็คือ ประสิทธิภาพในการทำงานด้อยลง และอาจจะก่อปัญหาถึงระดับสูงได้โดยง่าย สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบกลับมายังวิธีการศึกษาว่าจะต้องหาทางพัฒนาวิธีการ ให้เข้าใจง่าย และเป็นที่ยอมรับได้ตั้งแต่แรก
          ส่วนการเรียนการสอนโดยทั่วไป ยังมีลักษณะเหมือนเดิม คือ มีห้องเรียน มีครูสอน มีอุปกรณ์การสอนเช่นเดิม เช่น กระดานดำ เครื่องฉายสไลด์ สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือการวางแผนบริหารระบบงานทางด้านการศึกษา ให้สะดวกต่อการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiVNWBC2VHZ_JIvAixjKN3OoKljLDfJX0eV7xVrvcTDNer6bUZE7W1WCwbJbpkL51pd4hHckz2XyWi2NgWhQUqnr6C_bS6gJOeaEGAy3-X1zzGcDIoOiQYBJXAbaEjed76FAlkk2_OOq7Q/s1600/e-book.JPG

ผลกระทบของคอมพิวเตอร์ต่อมนุษย์ด้านการแพทย์
การใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมเป็นเวลานานอาจทำให้เสียสายตา และเกิดปัญหาในเรื่องการเรียน      
    
กล่าวโดยสรุปแล้ว คอมพิวเตอร์ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือเครื่องใช้อื่น ๆ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษแล้วแต่เราจะเลือกใช้ในทางใด ถ้านำไปใช้ในทางที่เป็นภัย เช่นในการทำสงคราม ผลการะทบในทางลบก็มีมาก อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูผลกระทบโดยส่วนรวมแล้ว จะเห็นว่าคอมพิวเตอร์มีคุณประโยชน์มากกว่ามีโทษ โลกของเรานี้จะไม่มีทางพัฒนาก้าวหน้ามาสู่ระดับนี้ได้เลยถ้าหากปราศจาก คอมพิวเตอร์เสียแล้ว ในอนาคตที่กำลังจะมาถึงนี้ ตัวเราเองก็จะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพถ้าหากไม่มีความรู้เรื่อง คอมพิวเตอร์
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgzXyinYMGYG6MV5Glkutv2f1bEmS8lV-QXaWgiqfP691fps9fZoxbk6nQK6RbsqlSmNOCs9fkMZesxzzUSRq9PfHt7y7GEC-HeCm44rGDOZEerbr0TnWPbondPUbT36biUNanjtnEhDhk/s1600/ULTRASOUND_15.jpg


        ปัจจัยสําคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงาน

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

   1. จอภาพ (Monitor)

จอแบบ LCD
    การทำงานนั้นจะไม่เหมือนกับจอแบบ CRT แม้สักนิดเดียว ซึ่งการแสดงภาพนั้นจะซับซ้อนกว่ามาก การทำงานนั้นอาศัยหลักของการใช้ความร้อนที่ได้จากขดลวด มาทำการเปลี่ยนและ บังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีต่างๆ ออกมาตามที่ต้องการซึ่งการแสดงสีนั้นจะเป็นไปตามที่กำหนด ไว้ตามมาตรฐานของแต่ละ บริษัท จึงทำให้จอแบบ LCD มีขนาดที่บางกว่าจอ CRT อยู่มาก อีกทั้งยังกินไฟน้อยกว่า จึงทำให้ผู้ผลิตนำไปใช้งานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่โน้ตบุ๊ค และเดสโน้ต ซึ่งทำให้เครื่องมีขนาดที่บางและเล็กสามารถพกพาไปได้สะดวก ในส่วนของการใช้งานกับเครื่องเดสก์ท็อปทั่วไป ก็มีซึ่งจอแบบ LCD นี้จะมีราคาที่แพงกว่าจอทั่วไปอยู่ประมาณ 2 เท่าของ ราคาในปัจจุบัน

2. เคส (Case)
     เคส คือ โครงหรือกล่องสำหรับประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ไว้ภายใน การเรียกชื่อ และขนาด ของเคสจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแบบที่นิยมกัน แล้วแต่ผู้ซื้อจะเลือกซื้อตามความเหมาะสม ของงาน และสถานที่นั้น

3. พาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)
     เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับชิ้นส่วนอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ต่อพวงเยอะๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์ ดีวีดีไดรฟ์ก็ควรเลือกพาวเวอร์ซัพพลายที่มีจำนวนวัตต์สูง เพื่อให้สามารถ จ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ
4. คีย์บอร์ด (Keyboard)
     เป็นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลที่สำคัญที่สุด มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ ของเครื่องพิมพ์ดีด มีจำนวนแป้น 84 - 105 แป้น ขึ้นอยู่กับแป้นที่เป็น กลุ่มตัวเลข (Numeric keypad) กลุ่มฟังก์ชัน (Function keys) กลุ่มแป้นพิเศษ (Special-purpose keys) กลุ่มแป้นตัวอักษร (Typewriter keys) หรือกลุ่มแป้นควบคุมอื่น ๆ (Control keys) ซึ่งการสั่งงานคอมพิวเตอร์และการทำงานหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้แป้นพิมพ์เป็นหลัก
5. เมาส์ (Mouse)
     อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพ เรียกว่า "ตัวชี้ตำแหน่ง (Pointer)" ซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์ แทนการกดปุ่มบังคับทิศทางบนคีย์บอร์ด

6. เมนบอร์ด (Main board)
     แผ่นวงจรไฟฟ้าแผ่นใหญ่ที่รวมเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญๆมาไว้ด้วย กัน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม การทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในพีชีทั้งหมด มีลักษณะเป็นแผ่น รูปร่างสี่เหลี่ยมแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในพีชี ที่จะรวบรวมเอาชิปและไอชี (IC = Integrated Circuit) รวมทั้ง การ์ดต่อพ่วงอื่นๆ เอาไว้ด้วยกันบนบอร์ดเพียงอันเดียวเครื่องพีชีทุกเครื่องไม่สามารถทำงาน ได้ถ้าขาดเมนบอร์ด

7. ซีพียู (CPU)
     ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้ งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
     1) หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit: ALU) หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ ได้ 
     2) หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย ซีพียูที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , Athlon

8. การ์ดแสดงผล (Display Card)
     การ์ดแสดงผลใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู โดยที่การ์ดบางรุ่นสามารถประมวลผลได้ในตัวการ์ด ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลให้ซีพียู จึงทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นเร็วขึ้นด้วย ซึ่งตัวการ์ดแสดงผลนั้นจะมีหน่วยความจำในตัวของมันเอง ถ้าตัวการ์ดมีหน่วยความจำมาก ก็จะรับข้อมูลจากซีพียูได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพมีความเร็วสูงขึ้นด้วย

       หลักกันทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
9. แรม (RAM)
     RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็น หน่วยความจำหลักแต่ไม่ถาวร ซึ่งจะต้องมีไฟมาหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ตลอดในการทำงาน โดยถ้าเกิดไฟฟ้ากระพริบหรือดับ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำจะหายไปทันที

     โดยหลักการทำงานคร่าวๆ ของแรมนั้นเริ่มต้นที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ Inputจากนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยัง CPU ในการประมวลผล เมื่อ CPU ประมวลผลเสร็จแล้ว แรมจะรับข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้ว ออกไปยังอุปกรณ์ Output ต่อไป โดยหน่วยความจำแรมที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น SDRAM, DDR-RAM, RDRAM
10. ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk)
     เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยฮาร์ดดิสค์จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเปลือกนอก เป็นโลหะแข็ง และมีแผงวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานประกบอยู่ที่ด้านล่าง พร้อมกับช่องเสียบสายสัญญาณและสายไฟเลี้ยง ส่วนประกอบภายในจะถูกปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด โดยฮาร์ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรือมากกว่ามาจัด เรียงอยู่บนแกนเดียวกันเรียก Spindleทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อนของมอเตอร์ แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหัวอ่านเขียนประจำเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถเคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอินเตอร์เฟสของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน 
     - IDE (Integrated Drive Electronics) 
     เป็นระบบของ ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้ การต่อไดร์ฟฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะต่อผ่านสายแพรและคอนเน็คเตอร์จำนวน 40 ขาที่มีอยู่บนเมนบอร์ด ส่วนใหญ่แล้วใน 1 คอนเน็คเตอร์ จะสามารถต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวและบนเมนบอร์ด

     - SCSI (Small Computer System Interface)
เป็นอินเตอร์เฟสที่แตกต่างจากอินเตอร์เฟสแบบอื่น ๆ มาก โดยจะอาศัย Controller Card ที่มีProcessor อยู่ในตัวเองทำให้เป็นส่วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่โดยจะสนับสนุนการต่อ อุปกรณ์ได้ถึง 8 ตัว แต่การ์ดบางรุ่นอาจจะได้ถึง 14 ตัวทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานในรูปแบบ Server เพราะมีราคาแพงแต่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูง


     - Serial ATA (Advanced Technology Attachment)
เป็นอินเตอร์เฟสแบบใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน PC Expo ใน New York มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub โดยเป็นอินเตอร์เฟสที่จะมา


11. CD-ROM / CD-RW / DVD / DVD-RW
     เป็นไดรฟ์สำหรับอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม หรือดีวีดีรอม ซึ่งถ้าหากต้องการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นจะต้องใช้ไดรฟ์ที่สามารถเขียนแผ่นได้ คือ CD-RW หรือ DVD-RW โดยความเร็วของ ซีดีรอมจะเรียกเป็น X เช่น 16X , 32X หรือ 52X โดยจะมี Interface เดียวกับHarddisk
     การทำงานของ CD-ROM ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่เซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอมคงที่สม่ำเสมอทุกเซ็ก เตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็กเตอร์ ที่อยู่รอบนอกกรือวงในก็ตาม จากนั้นแสงเลเซอร์จะฉายลงซีดีรอม โดยลำแสงจะถูกโฟกัสด้วยเลนส์ที่เคลื่อนตำแหน่งได้ โดยการทำงานของขดลวด ลำแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านไปที่ซีดีรอมแล้วถูกสะท้อนกลับ ที่ผิวหน้าของซีดีรอมจะเป็น หลุมเป็นบ่อ ส่วนที่เป็นหลุมลงไปเรียก "แลนด์" สำหรับบริเวณที่ไม่มีการเจาะลึกลงไปเรียก "พิต" ผิวสองรูปแบบนี้เราใช้แทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ 1 และ 0 แสงเมื่อถูกพิตจะกระจายไปไม่สะท้อนกลับ แต่เมื่อแสงถูกเลนส์จะสะท้อนกลับผ่านแท่งปริซึม จากนั้นหักเหผ่านแท่งปริซึมไปยังตัวตรวจจับแสงอีกที ทุกๆช่วงของลำแสงที่กระทบตัวตรวจจับแสงจะกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือเกิด 1และ 0 ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ส่วนการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมนั้นต้องใช้แสงเลเซอร์เช่นกัน โดยมีลำแสงเลเซอร์จากหัวบันทึกของเครื่อง บันทึกข้อมูลส่องไปกระทบพื้นผิวหน้าของแผ่น ถ้าส่องไปกระทบบริเวณใดจะทำให้บริเวณนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก บริเวณทีไม่ถูกบันทึกจะมีลักษณะเป็นพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอดทั้งแผ่น
12. ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)
     เป็นอุปกรณ์ที่กำเนิดมาก่อนยุคของพีซีเสียอีก โดยเริ่มจากที่มีขนาด 8 นิ้ว กลายมาเป็น5.25 นิ้ว จนมาถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ในส่วนของความจุเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยกิโลไบต์มาเป็น 1.44 เมกะไบต์ และ 2.88 เมกะไบต์ ตามลำดับ

     ในปัจจุบันการใช้งานฟล็อปปี้ดิสก์นั้นน้อยลงไปมากเพราะ เนื่องจากจุข้อมูลได้น้อยซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ฟล็อปปี้ดิสก์ก็ยังคงเป็นมาตรฐานหนึ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ต้องมี การพัฒนาฟล็อปปี้ดิสก์ก็ไม่ได้หยุดยั้งไปเสียทีเดียว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ Optical ทำให้

สามารถขยายความจุไปได้ถึง 120 เมกะไบต์ต่อแผ่น 
โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์
หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น
1. ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System Software)
คือ ชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, Cเป็นต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่มำให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2ประเภท คือ
2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการทำสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่งสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียนขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา
2.3 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงานมราขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น 
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjrg4yI2u1g3IfDshXodQrNPPqHnAf3pHo4sVHvUd4roJh5DUa6ThNdhW0XmyNTsWtnCvHe9q9khsBdtua7CE5zeXTghVEl2_ubsWPsywWlOEKxDgJY9BSJaZMNFQKOsHpmkFZPz76e87U/s1600/original-1325133746375.jpg
โปรแกรมกูเกิลสเก็ตช์อัป


       การศึกษาผลกระทบของชิ้นงานที่สร้างขึ้น
ผลกระทบในทางบวก
ช่วยส่งเสริมความสะดวกสบายของมนุษย์
เทคโนโลยี สารสนเทศช่วยทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ดีขึ้นช่วยส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพ ในการทำงานทำให้มนุษย์มีเวลาอ่านข่าวมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับงานที่มีอันตรายมีเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ทำ ให้ติดต่อถึงกันได้สะดวกมีระบบคมนาคมขนส่งที่รวดเร็ว สามารถใช้โทรศัพท์ในขณะเดินทางไปมายังที่ต่างๆ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น ลิฟต์ เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศมีเครื่องช่วยให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น วิทยุ โทรทัศน์มีรายการให้เลือกชมได้มากมายมีการแพร่กระจาย สัญญาณโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ข่าวสารต่างๆจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่าง รวดเร็วเหมือนอยู่ในเหตุการณ์

ช่วยทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมดีขึ้น
ระบบ การผลิตสินค้าในปัจจุบันเป็นระบบที่ต้องการผลิตสินค้าจำนวนมากมีคุณภาพ มาตรฐานการผลิตในสมัยปัจจุบัน ใช้เครื่องจักรทำงานอย่างอัตโนมัติสามารถทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง สินค้าที่ได้คุณภาพและปริมาณพอเพียงกับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันมีความพยายามที่จะสร้างหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีผลต่อการผลิตมาก
ช่วยส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าวิจัยสิ่งใหม่
เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสาร เช่น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ช่วยให้งานค้นคว้าวิจัย ในห้องปฏิบัติการวิจัยต่างๆ มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นคอมพิวเตอร์ช่วยงานคำนวณที่ซับซ้อน ซึ่งแต่ก่อนยากที่จะทำได้ เช่น งานสำรวจทางด้านอวกาศงานพัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์และสารเคมีต่างๆ ทำให้ได้สูตรยารักษาโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น มากมาย ปัจจุบันงานค้นคว้าวิจัยทุกแขนงจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณ ต่างๆ นักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ในการจำลองรูปแบบของสิ่ง ที่มองไม่เห็นตัวใช้ในการค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและแพร่กระจายอยู่ทั่ว โลก       สามารถค้นหารายงานวิจัยที่มีผู้เคยทำไว้ แล้วและที่เก็บไว้ในห้องสมุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วงานวิจัยต่างๆ มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพราะเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างมาก
ช่วยส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
ปัจจุบัน เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ล้วนแล้วแต่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการดำเนิน การช่วยในการแปลผลเรามีเครื่องมือตรวจหัวใจ  ที่ทันสมัยมีเครื่องเอกซเรย์ภาคตัดขวางที่สามารถตรวจดูอวัยวะต่างๆของร่าง กายได้อย่างละเอียดมีเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจค้นหา โรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่ทันสมัยหรือแม้แต่การผ่าตัดก็มีเครื่องมือช่วยในการ ผ่าตัดที่ทำให้คนไข้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นมีเครื่องมือที่คอยวัดและ ตรวจสอบสภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างละเอียดระบบการรักษาพยาบาลจากที่ ห่างไกล เช่น คนไข้อยู่ที่จังหวัดชายแดนและขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางแพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถ ส่งคำถามมาปรึกษาหารือกับแพทย์ผู้ชำนาญ การเฉพาะได้มีการรวบรวมความรู้ของแพทย์ชำนาญการจัดสร้างเป็นฐานความรอบรู้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นนอกจาก นี้ยังมีการพัฒนาเครื่องมือช่วยคนพิการต่างๆเช่นการสร้างแขวนเทียม ขาเทียมการสร้างเครื่องกระตุ้นหัวใจสร้างเครื่องช่วยฟังเสียง หรือมีการพัฒนาเทคโนโลยี การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญต่างๆ รวมทั้งการผลิตยาและวัคซีนสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้าช่วยด้วย
ช่วยส่งเสริมสติปัญญาของมนุษย์
คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นที่ทำให้การทำงานต่างๆทำงานได้รวดเร็วและมีความแม่นยำสามารถเก็บข้อมูลต่างๆไว้ได้มากการแก้ปัญหา ที่ซับซ้อนบางอย่างกระทำได้ดีและรวดเร็วงานบางอย่างถ้าให้มนุษย์ทำอาจต้องเสียเวลาในการคิดคำนวณตลอดชีวิตแต่คอมพิวเตอร์ สามารถทำงานเสร็จในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงมีการนำคอมพิวเตอร์มาจำลองเหตุการณ์ต่างๆเพื่อให้มนุษย์หาทางศึกษาหรือแก้ไขปัญหา เช่น การจำลองสภาวะของสิ่งแวดล้อม การจำลองระบบมลภาวะจำลองการไหลของเหลวการควบคุมระบบจราจร หรือแม้แต่การนำเอาคอมพิวเตอร์มาจำลองในสภาพที่เหมือนจริง เช่นจำลองการเดินเรือจำลองการขับเครื่องบิน การขับรถยนต์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เหมือนจริงๆได้หากมีการผิดพลาดก็ไม่ทำให้เกิดอันตรายคอมพิวเตอรจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ของมนุษย์ ได้ดีปัจจุบันมีการนำ์้บทเรียนมาไว้ในคอมพิวเตอร์และให้เรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) คอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องมือที่ให้ นักเรียน นิสิต นักศึกษาสมัยใหม่เชื่อมโยงติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ต สามารถเรียกค้นข้อมูลข่าวสารทางเครือข่ายสามารถเรียนรู้ การใช้คอมพิวเตอร์หรือเรียนจากที่ห่างไกลได้ คอมพิวเตอร์จึงมีบทบาท ที่ทำให้มนุษย์ได้รับข่าวสารมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นหนทางที่ทำให้เกิดสติปัญญาอย่างแท้จริง

ทำให้เกิดอาชญากรรม
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาใช้ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมได้โจร ผู้ร้ายใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนการปล้นวางแผน การโจรกรรมมีการลักลอบใช้ข้อมูลข่าวสารมีการโจรกรรมหรือแก้ไขตัวเลขบัญชี ด้วยคอมพิวเตอร์การลอบเข้าไปแก้ไขข้อมูลอาจทำให้เกิด ปัญหาหลายอย่าง เช่นการแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษาการแก้ไขข้อมูลในโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลคนไข้ผิดซึ่งเป็น การทำร้ายหรือฆาตรกรรมดังที่เห็นในภาพยนตร์
ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เสื่อมถอย
 การ ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยไม่ต้องเห็นตัวการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเล่นเกม มีลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียวทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดน้อยลง ผลกระทบนี้ทำให้มีความเชื่อว่ามนุษย์สัมพันธ์ของบุคคลจะลดน้อย   ลงสังคมใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ต้องพึ่งพากันมาก
ทำให้เกิดความวิตกกังวล
ผล กระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความวิตกกังวล ว่าคอมพิวเตอร์ อาจทำให้เกิดการว่าจ้างงานน้อยลงมีการนำเอาหุ่นยนต์ มาใช้ในงานมากขึ้นมีระบบการผลิตที่อัตโนมัติมากขึ้นทำให้ ผู้ใช้แรงงานอาจตกงานหรือหน่วยงานอาจเลิกว่าจ้างได้โดยความเจริญ แล้วความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับบุคลากรบางคน เท่านั้นแต่ถ้าบุคคลนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีหรือมีการพัฒนาให้ มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น
ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยทางด้านธุรกิจ
ธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้นข้อมูลข่าวสารทั้งหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมูล เช่น ข้อมูลลูกหนี้การค้าข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ หากเกิดการสูญหายของข้อมูลอันเนื่องมาจากเหตุอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้น้ำท่วมหรือด้วยสาเหตุ     ก็ตามทำให้ข้อมูลหายหมดย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง
ทำให้การพัฒนาอาวุธมีอำนาจทำลายสูงมาก
  ประเทศที่เป็นต้นตำรับของเทคโนโลยีสามารถนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในการสร้างอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายสูงทำให้หมิ่นเหม่
ต่อสงครามที่มีการทำลายล้างสูงเกิดขึ้น
ทำให้เกิดการแพร่วัฒนธรรมและกระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดการนำมาใช้ในทางใดจึงขึ้นอยู่ กับผู้ใช้จริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเรื่อง สำคัญดังเช่นการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผู้สร้างโฮมเพจหรือสร้างข้อมูลข่าวสาร ในเรื่องภาพที่ไม่เหมาะสมเช่นภาพอนาจารหรือภาพที่ทำให้ ผู้อื่นเสียหายการดำเนินการเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้ดำเนิน การนอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงระบบจดหมายเพื่อส่งจดหมายถึง ผู้อื่นโดยมีเจตนากระจายข่าวที่เป็นเท็จจริยธรรมการใช้งานครือข่ายเป็น เรื่องสำคัญที่ต้องปลูกฝังอย่างมาก

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชิ้นงานด้วยคอมพิวเตอร์

        ชิ้นงานที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์นั้นจำเป็นต้องอาศัยซอฟต์แวร์ในการทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์และอาจจะต้องมีการใช้ระบบการสื่อสารในอิเตอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ดังนั้นผู้สร้างชิ้นงานต้องมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มการผลิต ในระหว่างการผลิต จนถึงความรับผิดชอบเมื่อผลงานได้ถูกนำไปใช้แล้ว ซึ่งมีข้อปฏิบัติและกฎหมายที่ควรรู้ ดังนี้ 
1.พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชอฟต์แวร์ที่นำมาผลิตชิ้นงาน จนถึงการคุ้มครองชิ้นงานที่ผลิตขึ้นด้วย ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับชิ้นงาน คือ
ส่วนที่ 6



                                                            ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ 
มาตรา 32 การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่
ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และ 
ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
 มิให้ถือว่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ 
ภายใต้บังคับบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งาน อันมีลิขสิทธิ์ตาม
วรรคหนึ่งมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(1) วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
(2) ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่น ในครอบครัว

หรือญาติสนิท
(3) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ในงานนั้น
(4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ในงานนั้น
(5) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการ พิจารณา

ของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการ พิจารณาดังกล่าว
(6) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอน เพื่อประโยชน์ ในการสอน

ของตน 
อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
(7) ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอน หรือสถาบันศึกษา

 เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ ต้องไม่
เป็นการกระทำเพื่อหากำไร 
(8) นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ
มาตรา 33 การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควร จากงานอันมี
ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น 
มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตาม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง 
มาตรา 34 การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ 
ตามพระราชบัญญัตินี้
มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์ 
เพื่อหากำไร 
และได้ปฏิบัติตาม
 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(2) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา 

มาตรา 35 การกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
 มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตาม 
มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(2) ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(3) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ใน

โปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์

ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
(5) ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควรโดยบุคคลผู้ซึ่งได้ซื้อ 

หรือได้รับโปรแกรมนั้นมาจากบุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษา 
หรือป้องกันการสูญหาย
(6) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ใน การพิจารณาของศาล

หรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงาน ผลการพิจารณาดังกล่าว
(7) นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบ ในการสอบ
(8) ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้
(9) จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิง 

หรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน 
 2.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เป็นกฎหมาย 
ที่ทุกคนต้องคำนึง เนื่องจากสร้างชิ้นงานด้วยคอมพิวเตอร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมและ
สิ่งแวดล้อมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งผลกระทบทางด้านลบ อาจเป็นการผิดจริยธรรม
ในการใช้โดยทั่วไป เช่น การสร้างโปรแกรมตรวจงานของพนักงานบริษัท ซึ่งอาจจะ
เป็นการละเมิดหากนำมาใช้กับบุคคลทั่วไป ดังนั้น ในการสร้างชิ้นงานคอมพิวเตอร์
ต้องศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่สร้างชิ้นงานที่ก่อให้เกิดการละเมิดกระทำ
ผิดกฎหมาย ซึ่งในประเทศไทยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชิีนงานคอมพิวเตอร์ 
ครอบคลุมการสื่อสารในอินเทอร์เน็ตมีหมวดที่ผู้ผลิตชิ้นงานด้วยคอมพิวเตอร์ควรรู ดังนี้ 


ฐานความผิดตามแต่ละมาตรา
โทษจำคุก
โทษปรับ
มาตรา 5
การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
ไม่เกิน 6เดือน
ไม่เกิน 10,000บาท
มาตรา 6
การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้น แล้วนำไปเปิดเผยโดยมิชอบ
ไม่เกิน 1 ปี
ไม่เกิน 20,000บาท
มาตราึ 7
การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
ไม่เกิน 2 ปี
ไม่เกิน 40,000บาท
มาตรา 8 
การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหารโดยมิชอบ ทั้ง ๆที่ข้อมูลนั้น มิใช่มีไว้เพื่อสาธารณะ
ไม่เกิน 3 ปี
ไม่เกิน 60,000บาท
มาตรา 9
การทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหายโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเิติมข้อมูล
ไม่เกิน 5 ปี
ไม่เกิน100,000 บาท
มาตรา 10
การกระทำใด ๆ เพื่อขัดขวางหรือรบกวนการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ไม่เกิน 5 ปี
ไม่เกิน100,000 บาท
มาตรา 11
การส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือส่งอีเมลขยะเพื่อเข้าไปรบกวน การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข
ไม่มี
ไม่เกิน100,000 บาท
มาตรา 12
ถ้ามีการกระทำผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา10
     (1) แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในท้นทีหรือเกิดขึ้นในภายหลัง
     (2) แล้วส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและเศรษฐกิจของประเทศ
     (3) ได้กระทำผิดตาม (2) แล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย


ไม่เกิน10ปี

3-15 ปี 
10-20 ปี


ไม่เกิน200,000 บาท

60,000-300,000 บาท 
ไม่มี
มาตรา 13
การจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดตามมาตรา 5, 6, 7, 8, 9, 10 หรือ 11
ไม่เกิน1ปี
ไม่เกิน 20,000บาท
มาตรา 14
การใช้ระบบคอมพิวเตอร์กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป้นการเผยแพร่เนื้อหาอันเป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเสียหายต่อความมั่นคง ของประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะลามก ไม่เหมาะสม
ไม่เกิน 5 ปี
ไม่เกิน100,000 บาท
มาตรา 15
ผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิด
ไม่เกิน 5 ปี
ไม่เกิน100,000 บาท
มาตรา 16
การนำภาพของบุคคลมาตัดต่อ ดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่น่าจะส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
ไม่เกิน 3 ปี
ไม่เกิน 50,000บาท
มาตรา 17
ผู้ที่ทำผิดอยู่นอกราชอาณาจักร 
      1) ผู้ทำความผิดเป็นคนไทย และประเทศที่เกิดความผิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
      2) ผู้ทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร