วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน


หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน

           ความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
 ในอดีตมนุษย์ได้พยายามใช้เทคโนโลยีในยุคนั้นนำเสนอข้อมูล สารสนเทศ การเล่าเรื่อง เช่น การเขียนภาพในผนังถ้ำ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ที่ใช้เขียน สลัก ขูดขีดให้เป็นรอย หรือแม้แต่ดินสีที่ใช้เขียน การนำเสนอนั้นยังเป็นหลักฐานคงทนให้มนุษย์ปัจจุบันได้ศึกษา ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนสนเทศสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพทางการศึกษา คุณภาพสังคม และคุณภาพของธุรกิจ ในบริษัทหรือองค์กร
      ความหมายของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน หมายถึง การถ่ายทอดความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์แน่ชัด ในกลุ่มเป้าหมายเข้าใจภายในเวลากำจัด โดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสื่อกลางในการนำเสนองานไปสู่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้นำเสนอ
     วัตถุประสงค์ในการนำเสนองาน
 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบสื่อเพื่อการนำเสนองาน การใช้อุปกรณ์สารสนเทศที่สอดคล้องระหว่างสื่อกับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ โดยสามารถจำแนกวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ ได้ดังนี้
     1.นำเสนอให้ทราบ เป็นการนำเสนอที่ต้องการบอกกล่าว บอกเล่าข้อเท็จจริง เพื่อแก้ข้อขัดแย้งที่มีอยู่เดิมหรือยืนยัน และการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบเพิ่มเติม
    2.นำเสนอเพื่อการศึกษา เป็นการนำเสนอที่ต้องการให้เกิดความรู้กับกลุ่มเป้าหมาย การนำเสนอข้อค้นพบในผลงานใหม่ เช่น ผลการทดลองโครงงาน ผลการทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมที่พัฒนา
   3.การนำเสนอเพื่อความบันเทิง เป็นการนำเสนอที่ให้ความสนุกสนานการผ่อนคลายเป็นหลัก โดยอาจจะเป็นการนำเสนอด้านเดียวจากผู้นำเสนอ เช่น การร้องเพลง การอ่านคำกลอน
   4.การนำเสนอเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการนำเสนนอที่ชักชวน ชวนเชื่อชักจูงให้กลุ่มเป้าหมายคล้อยตาม ยอมรับและปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของผู้นำเสนอ ซึ่งเป็นหัวใจขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องการเพิ่มผลผลิตหรือกำไร
        การนำเสนอนั้นอาจจะมีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอมากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ในการนำเสนอครั้งเดียวกัน เช่น การนำเสนอเพื่อการบันเทิงและเพื่อโน้มน้าวใจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอนั้นอาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของผู้ได้รับการนำเสนอก็ได้

 ขั้นตอนการนำเสนองาน
    การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเสนองาน มีขั้นตอนดังนี้
 1.ศึกษาวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ เพื่อให้นำเสนอได้ตรงประเด็น กระชับ และรูว่าต้องมีข้อมูลในกานนำเสนอมากน้อยเพียงใด
 2.วิเคราะห์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นการศึกษาเข้าใจธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับการนำเสนอ โดยมีแนวการศึกษากลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการนำเสนอ ดังนี้
 1) กลุ่มเป้าหมายคือใคร เกี่ยวข้องกับเรื่องที่นำเสนออย่างไร
 2) แนวความคิดและประสบการณ์ของกลุ่มผู้ฟัง
3) ความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟัง
4) ระดับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในเนื้อหาที่นำเสนอของกลุ่มผู้ฟัง
5) ภูมิหลังหรือเรื่องราวที่อาจมีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ฟัง
6) ทัศนคติและสิ่งที่ผู้ฟังรับรู้เกี่ยวกับผู้นำเสนอ
7) ข้อมูลอื่นๆ เช่น จำนวนผู้ฟัง ช่วงเวลาในการนำเสนอ ระยะเวลาที่ใช้ในการนำเสนอ ลำดับการนำเสนอ สถานที่ประชุม
3. วางแผนการนำเสนอ เป็นการเตรียมเนื้อหาที่จะสื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และควรกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายควรรู้
4.ผลิตสื่อประกอบการนำเสนอ จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นภาพรวมของข้อมูลและติดตามเนื้อหาได้ทัน
5.เตรียมบุคลิกภาพขณะนำเสนอ บุคลิกภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นใจในขณะพูดทำให้ผู้ฟังประทับใจ และสนใจติดตาม บุคลิกภาพขณะนำเสนอที่ควรทำมี ดังนี้
      1) ภาษา ต้องเหมาะสมกับระดับวัย การศึกษาของกลุ่มเป้าหมาย สื่อความเข้าใจได้ดี
      2) การใช้เสียง ควรใช้เสียงให้เป็นธรรมชาติ ระดับเสียงดังสม่ำเสมอ
      3) การใช้สายตา เป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คน และควรสบตาให้ทั่วถึง
      4) การแต่งกาย เป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพ นิสัย และทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจและน่าเชื่อถือ
   เทคโนโลยีสำหรับนำเสนองาน
 

          ฮาร์ดแวร์ (Hardware)  คือ  เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่สามารถจับ  ต้องได้  ฮาร์แวร์แต่ละประเภทจะมีลักษณะและเหมาะสำหรับงานนำเสนองานต่างกัน  ตัวอย่างฮาร์ดแวร์ที่สนับสนุนการนำเสนองาน  เช่น
               1.  เครื่องฉายภาพข้ามศรีษะหรือเครื่องฉายภาพโปร่งใส (Overhead  Projector)  เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำเสนอได้โดไม่ต้องรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์  มีลักษณะการทำงานแบบอะนาล็อก (Analog)  โดยอาศัยหลักการหักเหของแสง  ช่วยรำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรและภาพนิ่งที่ต้องควบคุมการเปลี่ยนข้อมูลโดยผู้นำเสนอจึเหมาะสำหรับใช้ประกอบคำบรรยาย  โดยผู้นำเสนอจะต้องเขียนหรือพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการนำเสนอแผ่นโปร่งใส  เปิดเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ  แล้วนำแผ่นโปร่งใสวางบนแท่นกระจก  เพื่อให้แสงทะลุผ่านแผ่นโปร่งใสจนเกิดเงาบนฉากหลังแบบ  มิติ  ปัจจุบันเครื่งฉายภาพข้ามศรีษะไม่นิยมใช้ในการนำเสนองานมากนัก  เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากขึ้น
          2.  เครื่องฉายภาพ  มิติ (Digital  Visualizer) 
http://www.wiselifethai.com/visualizer/product/vertex/images/d4780st.jpg
       พัฒนาการมาจากเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะและเครื่องฉายภาพทึบแสง (Opaque  Projector) ทำให้เกิดความสะดวกในการนำเสนองานที่เป็นวัตถุ  มิติ  โดยไม่ต้องถ่ายภาพวัตถุนั้นไปทำเป็นแผ่นโปร่งใสก่อนนำเสนอ  บางรุ่นไม่มีถาดรองวัตถุเพื่อให้ฉายวัตถุขนาดใหญ่มากๆ ได้  การใช้งานเครื่องฉายภาพ  มิติลงบนถาดรองวัตถุหรือเชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์  เพื่อแสดงข้อมูลภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว  ปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานร่วมกัน
                3.  จอภาพ (Monitor) ใช้สำหรับเสนองานที่ได้รับจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์  เวลาใช้งานจะต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เสมอ  เหมาะสำหรับงานนนำเสนอแบบหนึ่งต่อหนึ่ง  คือ  มีผู้รับข้อมูล  คนต่องานนำเสนอ  งาน  มีข้อดีที่สามารถตอยสนองต่อการรับข้อมูลของผู้รับข้อมูลได้ดี  เนื่องจากผู้รับข้อมูลสามารถกำหนดการนำเสนองานได้ด้วยตนเองผ่านทางคอมพิวเตอร์   ปัจจุบันมีการพัฒนาจอภาพอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบและความละเอียดในการนำเสนองาน  จอภาพบางชนิด  สามารถรับข้อมูลจากผู้รับข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์รับข้อมูลอื่นๆ เราเรียกจอภาพลักษณะนี้ว่า  จอภาพแบบสัมผัส    จอภาพวีจีเอ  จอภาพแบบก๊าซพลาสมา

4.   โพรเจกเตอร์ (Projector) 
โปรเจคเตอร์

 เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำเสนองานในรูปแบบของตัวอักษร  ภาพ  และภาพเคลื่อนไหวเหมือนกับการนำเสนอด้วยจอภาพ  ฉตโพนเจกเตอร์จะขยายสัญญาณที่ได้รับจากคอมพิวเตอร์ไปฉายบนฉากหลังที่มีลักษณะเป็ยจอภาพนาดใหญ่  โพรเจกเตอร์แบ่งเป็น  2 ประเภท  ได้แก่ แอลซีดีโพรเจกเตอร์และดีแอลพีโพรเจกเตอร์
                                4.1   แอลซีดีโพรเจกเตอร์ (LCD : Liquid  Crystal  Display  Projector) เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบอาล็อก  โดบมีหลักการทำงานเมื่อรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์แล้วจะส่องแสงผ่านของเหลวเพื่อตกกระทบกับแผ่นกระจกสีแดง  สีเขียว  และสีน้ำเงินทำให้เกิดข้อมูลส่งไปฉายบนฉากหลัง  แอลซีดีโพรเจกเตอร์มีขนาดใหญ่  เนื่อจากขณะใช้งานจะมีความร้อนสะสม  จึงต้องติดตั้งพัดลมเพื่อระบายความร้อน  ทำให้มีอายุการใช้งานสั้นและดูแลรักษาได้ยากกว่าดีแอลพีโพรเจกเตอร์
                                4.2  ดีแอลพีโพรเจกเตอร์ (DLP : Digital  Light  Processing  Projector)  เป็นเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิทัล (Digital) พัฒนามาจากแอลซีดีโพรเจกเตอร์  โดยใช้ชิปที่ประกอยด้วยกระจกขนาดเล็กหลายๆ ชิ้น  แต่ละชิ้นแทนพิกเซลที่เป็นส่วนประกอบของภาพ  เมื่อได้รับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์  กระจกขนาดเล็กแต่ละชิ้นจะเอียงเป็นมุมตกกระทบต่อแสงอย่างอิสระ  ผ่านแผ่นกระจกสีเขียว  สีแดง  และสีน้ำเงินที่หมุนด้วยความเร็วสูง  แล้วประมวลผลจนทำให้เกิดข้อมูลฉายไปยังฉากหลัง  ข้อมูลที่ได้จึงมีความละเอียด  สมจริง  นอกจากนี้ดีแอลพีโพรเจกเตอร์จะมีขนาดเล็ก  น้ำหนักเบา  แต่ราคาแพงกว่าแอลซีดีโพรเจกเตอร์
                โพรเจกเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบนสามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ  มิติหรือฮอโลแกรม (Hologram) ที่มีลักษณะเป็นข้อมูลเสมือนจริง แต่ยังไม่นิยมใช้มากนัก  เนื่องจากมีราคาสูงและมีข้อจำกัดในการนำเสนอข้อมูล

                5.  ลำโพง (Speaker) จอภาพและโพรเจกเตอร์ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเสียได้ ดังนั้นหากผู้นำเสนองานที่มีเสียงประกอบหรือมัลติมีเดีย ผู้นำเสนอจะต้องเชื่อมต่ลำโพงกับคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ลำโพงเหมาะสำหรับการนำเสนองานกับผั้บข้อมูลจำนวนมาก แต่หากเป็นงานนำเสนอที่มีผู้รับข้อมูลเพียงคนเดียวจะนิยมใช้หูฟัง (Earphone)  แทนลำโพง
           

 6.  จอรับภาพ( Screen )
http://projectorcool.tarad.com/img-lib/spd_20110118204256_b.jpg
       เป็นอุปกรณ์ สำหรับฉายภาพที่มาจากโปรเจกเตอร์ มีคุณสมบัติในการสะท้อนและเกลี่ยแสงไม่ทำให้เกิดแสงจ้า หรือสะท้อนกลับจนรบกวนสายตาผู้ชม
7. กระดานจออัจฉริยะ (Interactive White Board)
http://www.alleducare.com/resources/uploader/product/149.jpg        
 เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศหนึ่งที่ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อในการจัดการนำเสนอ ลดบทบาทของชอล์ก กระดานดำ
8.เมาส์ (Mouse)
 เป็นอุปกรณ์สำหรับการชี้ตำแหน่งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้สายตา หรือความสนใจของผู้นำเสนอนั้นเคลื่อนไหวตามตัวชี้เมาส์

9.ไมโครโฟน(Microphone)
     เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ต้องมีเคริองขยายเสียงและสำโพงร่วมด้วย
1)            ไมโครโฟนแบบมีสาย
2)            ไมโครโฟนแบบไร้สาย

          2.ซอฟต์แวร์ (Software) ในการนำเสนองานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มีซอฟต์แวร์ที่ใช้สนับสนุนการนำเสนอในรูปแบบต่างๆมากมาย ซอฟต์แวร์การนำเสนอที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการนำเสนอแบบสื่อประสม เป็นสำคัญดังตัวอย่าง
1. ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์
2.   ซอฟต์แวร์อิมเพรส
3. ซอฟต์แวร์มูฟวีเมกเกอร์
http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQvUOJx-D5ww2pu12KeJAGhGar0tseylGqF4tBCx9hObjdR3g-Y5u-TQc2kig



4. ซอฟต์แวร์แมกซ์
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjd-fiVBFRHqqM1Zp-HEqy0_ftR-cXF919JpaSbKOjvXV9M4r7jhJkoc99LugwJrq-hSqdG4HRcPdhK6HswitmqEAuFdpXhbkYirLSA-st2PLaiBfpXs9XlsVylDSbbIaX_Jzm-ZfXP0XE/s1600/waxscrn.png
5. ซอฟต์แวร์กอมเพลเยอร์
http://www.downloadhunt.com/images/stories/topic-img-15/30c0a496a57bcc2c7c6c481342526729.jpg

6. ซอฟแวร์แฟลชเพลเยอร์
7. ซอฟต์แวร์อะโครแบต
8.ซอฟต์แวร์บีบอัดข้อมูล

 รูปแบบการนำเสนอ
             ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงรูปแบบการนำเสนอผลงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ รูปแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ
           3.1 การนำเสนอแบบ Slide Presentation
                           3.1.1 โดยใช้โปรแกรม Power Point
เป็นโปรแกรมนำเสนอผลผลงานในชุด Microsoft Office เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากมีแม่แบบ (Template) ให้เลือกใช้หลายแบบ องค์ประกอบหลักของแต่ละหน้าของการนำเสนอคือ หัวข้อ (Little) กับส่วนเนื้อหาหลัก (Body text) เนื้อหาหลักมักจะถูกนำเสนอในแบบของ Bull Point คือการใช้เครื่องหมายพิเศษนำหน้าข้อความที่สั้นกระทัดรัด แต่ได้ใจความมีการจัดลำดับความสำคัญของข้อความโดยการย่อหน้า
3.1.2 โดยใช้โปรแกรม ProShow Gold
           โปรแกรม Proshow Gold คือ โปรแกรมสำหรับเรียงลำดับภาพเพื่อนำเสนอแบบมัลติมีเดีย ที่มีความสามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษมากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนำเสนอสื่อ การเรียนการสอน การแนะนำอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีได้อย่างรวดเร็ว เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างแผ่นวีซีดีจากรูปภาพต่าง ๆ ที่ทำงานได้รวดเร็ว โดยสามารถทำการใส่เสียงเพลงประกอบได้ด้วย และสามารถแปลงไฟล์เป็นไฟล์ต่าง ๆ ได้ เช่น VCD ,DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ได้จัดอยู่ในคุณภาพดี ซึ่งโปรแกรมอื่นจะใช้เวลาในการทำงานนานพอสมควร
การสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
                           แฮนนิฟิลและเพค  (Hannafin  and   Peck)  อ้างถึงใน  บุญเกื้อ  ควรหาเวช  (2543  :  71  -  74)  ได้ให้ข้อคำนึงในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดีไว้  12  ประการ  ดังนี้
1.      สร้างขึ้นตามจุดประสงของการสอนเพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนได้จากบทเรียนนั้น   ได้มีความรู้และทักษะตลอดจนทัศนคติของผู้สอนได้ตั้งไว้ให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลด้วยตนเองว่าบรรลุจุดประสงค์ในแต่ละข้อหรือไม
2.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน  การสร้างบทเรียนจะต้องคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐานอยู่ในระดับใด  ไม่ควรที่จะยากหรือง่ายจนเกินไป
3.      บทเรียนที่ดีควรปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุดการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรมีประสิทธิภาพมากกว่าเรียนจากหนังสือเพราะสามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้ 2 ทาง
4.      บทเรียนที่ดีควรจะมีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล   ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนหัวข้อที่ตนเองมีความสนใจและต้องการที่จะเรียนและสามารถที่จะข้ามบทเรียนที่ตนเองเข้าใจแล้วได้  แต่ถ้าบทเรียนที่ตนเองยังไม่เข้าใจก็สามารถเรียนซ้อมเสริมจากข้อแนะนำของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้
5.      บทเรียนที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน  ควรมีลักษณะเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา   เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนอยู่เสมอ
6.      บทเรียนที่ดีควรสร้างความรู้สึกในทางบวกของผู้เรียนควรทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน   เกิดกำลังใจและควรที่จะหลีกเลี่ยงการลงโทษ
7.      ควรจัดทำบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงย้อนกลับในทางบวก  ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้เรียนชอบและไม่เบื่อหน่าย
8.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนบทเรียนควรปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อกลุ่มผู้เรียน   เหมาะกับการจัดตารางเวลาเรียน   สถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์มีความเหมาะสมควรคำนึงถึงการใส่เสียง   ระดับเสียงหรือดนตรีประกอบควรให้เป็นที่ดึงดูดใจผู้เรียนด้วย
9.      บทเรียนที่ดีควรมีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่างเหมาะสม  ควรหลีกเลี่ยงคำถามที่ง่ายตรงเกินไป   หรือไร้ความหมาย   การเฉลยคำตอบควรให้แจ่มแจ้งไม่คลุมเครือและไม่ควรเกิดความสับสน
10.          บทเรียนควรใช้กับคอมพิวเตอร์ที่จะเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเรียนอย่างชาญฉลาดไม่ควรเสนอบทเรียนในรูปอักษรอย่างเดียวหรือเรื่องราวที่พิมพ์เป็นอักษรโดยตลอดควรใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่   เช่น   การเสนอด้วยภาพ   ภาพเคลื่อนไหว  ผสมตัวอักษรหรือให้มีเสียงหรือแสงเน้นที่สำคัญ   หรือวลีต่างๆ  เพื่อขยายความคิดของผู้เรียนให้กว้างไกลมากขึ้น   ผู้ที่สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรตระหนักในสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ตลอด   ข้อจำกัดต่างๆ  ของคอมพิวเตอร์ด้วย   เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างของสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ไป  เช่น   ภาพเคลื่อนไหวปรากฏช้าเกินไป   การแบ่งส่วนย่อยๆ  ของโปรแกรมมีขนาดใหญ่เกินไปทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
11.          บทเรียนที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของการออกแบบการสอนคล้ายๆกับการผลิตสื่อชนิดอื่นๆ การออกแบบทเรียนที่ดีย่อยจะสามารถเร้าความสนใจของผู้เรียนได้มาก  การออกแบบบทเรียนย่อมประกอบด้วยการตั้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน  การจัดลำดับขั้นต้อนของการสอนการสำรวจทักษะที่จำเป็นต่อผู้เรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้    จึงควรจัดลำดับขั้นตอนการสอนให้ดี   มีการวัดผลและการประเมินผลย้อนกลับให้ผู้เรียนได้ทราบ   มีแบบฝึกหัดพอเพียงและให้มีการประเมินผลของขั้นสุดท้าย  เป็นต้น
12.          บทเรียนที่ดีควรมีการประเมินผลทุกแง่ทุกมุม  เช่น  การประเมินคุณภาพของผู้เรียนประสิทธิภาพของผู้เรียน   ความสวยงาม   ความตรงประเด็นและความตรงทัศนคติของผู้เรียน  เป็นต้น


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น